Full Gospel Assemblies of Thailand

องค์การพระกิตติคุณสมบูรณ์สัมพันธ์ในประเทศไทย

English French German Russian

พันธกิจเสียงสันติภาพ

บทความคริสเตียน

จงรักซึ่งกันและกัน

“ อันชาติใดไร้รักสมัครสมาน จะทำการสิ่งใดก็ไร้ผล

แม้นชาติย่อยยับอับจน บุคคลจะสุขอยู่อย่างไร


จากบทพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ภายใต้นามแผงว่า
“อัศวพาหุ” บ่งบอกถึงว่า ความรักสามัคคี (รักซึ่งกันและกัน) มีความสำคัญมากที่จะช่วยให้เกิดสายใยผูกพันหัวใจของคนในชาติให้อยู่ในความ สามัคคีเป็นหนึ่งเดียวและเป็นความสำคัญที่ไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องส่วนตัวหรือ ครอบครัวเท่านั้น แต่สำคัญมากในระดับประเทศหรือบอกได้ว่าเป็นระดับโลกเสียด้วยซ้ำ คง ไม่มีใครปฎิเสธว่าความรักไม่สำคัญ และมนุษย์ทุกคนต้องการความรัก แต่ก็น่าเสียดายที่ความรักสำคัญมากขนาดนั้น ก็ยังมีคนอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่รู้สึกว่าเคยได้รับความรักจากใครเลย คิดแต่ว่าไม่ใครรัก หรือไม่รู้ว่าเขาหรือเธอเป็นที่รักของใคร


 การแสดงความรักหรือบอกให้รู้ว่ารัก เปรียบเสมือนการรดน้ำต้นไม้ที่จะช่วยสร้างความชุ่มชื่น
ชีวิต ให้แก่ต้นไม้นั้น ซึ่งจะต้องการการรดน้ำใส่ปุ๋ยอยู่อย่างสม่ำเสมอ คนเราก็เช่นกัน เมื่อใดที่รู้สึกว่าตนเป็นที่รักก็จะรู้สึกว่ามีคุณค่ามีความหมาย ถ้า คนในโลกนี้เข้าใจภาษาของกันและกันเป็นอย่างดี การติดต่อธุรกิจการค้าขาย การเจรจาด้านการทูตการแลกเปลี่ยนความรู้เสริมวิชาการระหว่างประเทศ คงจะเรียบร้อยง่ายมากขึ้น ปัญหาความไม่เข้าใจซึ่งกันและกันลดน้อยลง ในเรื่องของความรัก ก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่นัก หากคนเราจะรู้จักภาษารักของกันและกัน ความไม่เข้าใจ ความน้อยใจ ความเสียใจ คงมีน้อยลง หรืออาจจะไม่มีเลยก็ได้ ให้เรามาช่วยกันลดปัญหาความไม่เข้าใจกันดีใหม


คุณลักษณะพิเศษที่โดดเด่น เช่นคำสอนของคริสต์ศาสนา คือ เรื่องของความรัก พระเยซูคริสต์ตรัสตอบคำถามที่ว่า ธรรมบัญญัติข้อใดใหญ่ที่สุด คือ จง รักพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของเจ้า ด้วยสุดใจสุดจิตของเจ้าและด้วยสิ้นสุดความคิดของเจ้า นั่นแหละเป็นพระบัญญัติข้อใหญ่และข้อต้น ข้อที่สองก็เหมือนกัน คือ จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง (มัทธิว 22
: 35-39 )


พระธรรมบัญญัติและคำสอนผู้เผยพระวจนะทั้งสิ้นขึ้นอยู่กับพระบัญญัติสองข้อนี้ และพระองค์ได้ให้พระบัญญัติใหม่แก่ผู้เป็นสาวกแท้ ของพระองค์เพียงข้อเดียว คือ ให้ เจ้ารักซึ่งกันและกัน เรารักเจ้าทั้งหลายมาแล้วอย่างไร เจ้าจงรักกันและกันด้วยอย่างนั้น ถ้าเจ้าทั้งหลายรักกันและกัน ดังนี้แหละคนทั้งปวงก็จะรู้ได้ว่า เจ้าทั้งหลายเป็นสาวกของเรา (ยอห์น 13
:34-35)


มาตรฐานของพระบัญญัติใหม่นี้ คือ ต้องรักคนอื่นๆ เหมือนพระคริสต์ทรงรักเราทั้งหลาย
“ไม่มีผู้ใดมีความรักที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ คือการที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะสละชีวิตของตนเพื่อมิตรสหายของตน” (ยอห์น 15:13) และนี่เป็นสิ่งที่พระเยซูคริสต์ได้ทรงกระทำเพื่อเรา เครื่อง พิสูจน์ว่า เรารักพระเยซูหรือความรักของพระองค์อยู่ในเราหรือไม่นั้น อยู่ที่การยอมเชื่อฟังพระบัญญัติขององค์พระเยซูคริสต์หรือไม่ “ ถ้าท่านทั้งหลายประพฤติตามบัญญัติของเรา ท่านก็จะยึดมั่นอยู่ในความรักของเรา เหมือนดังที่เราประพฤติตามพระบัญญัติของพระบิดาและยึดมั่นอยู่ในความรักของ พระองค์” (ยอห์น 15:10)


ข้อ ความในพระคัมภีร์ทั้งหมดที่กล่าวถึงความรักนั้นแสดงว่าพระเจ้าทรงรักเราก่อน โดยทางพระเยซูคริสต์ พระองค์ทรงรักเราก่อน และตอบสนองโดยความรักและเชื่อฟังพระองค์เมื่อเรามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดติด สนิทกับพระคริสต์ อัครทูตยอห์นได้กล่าวว่า เราทั้งหลายรักก็เพราะพระองค์ทรงรักเราก่อน ถ้าผู้ใดว่า
“ข้าพเจ้ารักพระเจ้า” และ ใจยังเกลียดชังพี่น้องของตนผู้นั้นก็เป็นคนมุสา เพราะว่าผู้ที่ไม่รักพี่น้องของตนที่แลเห็นแล้ว จะรักพระเจ้าที่ไม่เคยเห็นไม่ได้ พระบัญญัตินี้เราทั้งหลายก็ได้มาจากพระองค์ คือว่า ให้คนที่รักพระเจ้านั้นรักพี่น้องของตนด้วย (1 ยอห์น 4: 19-21)

 

ศจ. ภาสกร ใบนา